"ตัวตน" ที่เป็นเรา "มี" หรือ "ไม่มี" ? - เบื้องหลังของความอยากได้อยากดี เพื่อสนอง "ตัวตน" ที่เชื่อว่า "เป็นเรา" ไม่ว่าจะศาสนาใด การสวดมนตร์อ้อนวอนขอพรต่อ "สิ่งที่มองไม่เห็น" ซึ่งมีอำนาจเหนือมนุษย์ ตั้งแต่ พระเจ้า พระพรหม เทพเจ้า เทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ลงมาถึง เจ้าป่าเจ้าเขา เทพา อารักษ์ พญานาค หรือวิญญาณผี นางไม้ นางตะเคียน นางตานี ฯลฯ


3 ความคิดเห็น:
ทุกคนต่างก็เชื่อว่า "ตัวตน" ที่เป็นเรา "มี" อยู่จริง
1. "รูปกาย" คือตัวตนที่เชื่อว่า "เป็นเรา" คือร่างกายเราที่ปรารถนาให้มันมีความสุข (กาย) อันเป็น "รูปธรรม"
2. "นามกาย" คือตัวตนที่เชื่อว่า "เป็นเรา" คือจิตวิญญาณเราที่ปรารถนาให้มันมีความสุข (ใจ) อันเป็น "นามธรรม"
สาวกแต่ละศาสนานั้นจะรู้สึกว่า "ตัวตนทางใจ" เป็นเรามาอาศัย "ตัวตนทางกาย" อยู่ หรือเชื่อตามคำสอนในคัมภีร์ศาสนาที่สืบทอดกันมา แม้แต่คนไทยนับถือพุทธก็ยังเข้าใจไม่ต่างกัน การสอนว่า "อนัตตา" แปลว่า "ไม่มีเรา" จึงขัดกับความเชื่อในสังคมไทยอย่างมาก
แทบทุกคนเชื่อว่าตายแล้ว "มีเรา" เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดคงอยู่ และมีสถานที่หลังความตายที่เรียกว่า "แดนนรก-แดนสวรรค์" สำหรับคนชั่วและคนดีแยกกัน การสอนเรื่อง "กรรม" ที่มี "ชาติก่อน-ชาติหน้า" อย่าง "พราหมณ์-ฮินดู" จึงเข้ากับ "ศาสนาพุทธ" แบบไทยๆ อย่างลงตัว
การเชื่อเรื่อง "บาป-บุญ" จึงเป็นเรื่องดีในแง่ "จริยธรรม" ช่วยให้คนสังคม "ละชั่ว-ทำดี" ซึ่งไม่ต่างกับคำสอนพระพุทธเจ้าว่า "ละอกุศล-เจริญกุศล" เพื่อความสะอาดของกาย วาจา ใจ เกื้อกูลให้ศีล สมาธิ ปัญญางอกงาม
อย่างนี้แล้วบางคนย่อมเข้าใจผิดได้ว่า "การตรัสรู้" ของพระพุทธเจ้าเป็นเรื่อง "ลวงโลก"
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น
สมัครสมาชิก ส่งความคิดเห็น [Atom]
<< หน้าแรก