"อนัตตา" แปลว่า "ไม่ใช่เรา" หรือ "ไม่มีเรา" ? - ปุถุชนเห็นว่า "รูปกาย" มัน "ไม่ใช่เรา" ได้ แต่ยังเห็นว่า "มีเรา" ใน "รูปกาย" อยู่ เราที่ว่านี้คือตัวตนที่เรียกว่า "นามกาย" อันหมายถึง จิต มโน วิญญาณซึ่งเกิดดับตลอดเวลา แต่ปุถุชนเชื่อว่าเป็นดวงเดียวเที่ยงแท้


3 ความคิดเห็น:
เพราะปุถุชนไม่เห็น "อนัตตา" แม้จะอ่านหรือฟังแล้วรู้ความหมายก็รู้อย่างปลอมๆ ไม่สามารถตัดกิเลสสังโยชน์ได้ขาด
การเรียนธรรมะโดยไม่ปฎิบัติ ไม่มี "จิตผู้รู้" ไม่เคยเห็น "ตัวตนนามธรรม" ที่มันเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปเป็น "สิ่งที่ถูกรู้" แต่ก็พูดตามตำราได้ว่า
1. ทั้งรูปกายและนามกาย "ไม่ใช่เรา" คิดเข้าใจด้วยสมองว่า "ร่างกาย" อันเป็นตัวตน(รูป) กับ "จิตใจ" อันเป็นตัวตน(นาม) เมื่อแยกธาตุแยกขันธ์ออกมาแล้วมันไม่ใช่เรา เป็นเพียงการรู้ผ่านภาษาย่อมไม่เกิดภูมิปัญญาอย่าง "พระโสดาบัน" จึงเชื่อว่ามีเราหลังจากตายเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปเกิดใหม่ หรือไป "แดนสวรรค์" ไป "แดนนรก" ตามผล "กรรม"
2. ทั้งรูปกายและนามกาย "ไม่มีเรา" คิดเข้าใจด้วยสมองว่า "ร่างกาย" อันเป็นตัวตน(รูป) กับ "จิตใจ" อันเป็นตัวตน(นาม) เมื่อแยกธาตุแยกขันธ์ออกมาแล้วมันไม่มีเรา เป็นเพียงการรู้ผ่านภาษาย่อมไม่เกิดภูมิปัญญาอย่าง "พระอรหันต์" จึงเชื่อว่ามีเราหลังจากตายเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง "ไปแดนนิพพาน" หรือพูดว่า "นิพพาน" คือการไม่กลับมาเกิดในโลกนี้อีกแล้ว
ต่างกับนักปฏิบัติที่มี "จิตผู้รู้" เห็น "ตัวตน" ทั้งรูปกายและนามกายเป็น "สิ่งทีถูกรู้" โดยเรา (ตถาคต) จะเกิดมรรคผลนิพพานได้เพราะเห็นแจ้ง "อนัตตา" ได้จริง จึงตัดกิเลสสังโยชน์ได้ขาด จึงรู้ว่า "นิพพาน" มีอยู่แล้วต่อหน้าต่อตาในปัจจุบัน ไม่มีแดนนิพพานที่อยู่หลังความตาย
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น
สมัครสมาชิก ส่งความคิดเห็น [Atom]
<< หน้าแรก