#กลุ่มวิจัยธรรม
"หลวงพ่อปราโมทย์" สอนอะไร ? - "หลวงพ่อปราโมทย์" สอนให้เดินตามรอยพระบาทด้วยโพชฌงค์ 7 คือ #การมีสติ - สติสัมโพชฌงค์ #รู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง - ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์,วิริยสัมโพชฌงค์ #ด้วยจิตที่ตั้งมั่น - ปีติสัมโพชฌงค์,ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์,สมาธิสัมโพชฌงค์ #และเป็นกลาง - อุเบกขาสัมโพชฌงค์
1 ความคิดเห็น:
แต่ละคนที่อ่านและฟังคำสอนครูบาอาจารย์ แม้จะใช้ภาษาหรือใช้ตรรกะง่ายๆอย่างไร แต่ก็เป็นเรื่องยากที่จะรู้แจ้งแทงตลอดได้อย่างพระอริยะผู้เห็นด้วยธัมมานุปัสสนา เพื่อนสหธรรมิกแต่ละคนจึงมีภูมิจิต ภูมิธรรมได้ไม่เท่ากัน แม้จะยกคำสอนครูบาอาจารย์มาพูดได้เหมือนกัน การถ่ายทอดคำพูดขยายความแต่ละคนไปยังผู้อื่น เป็นการเพิ่มปริมาณความปรุงแต่ง อุปมาว่ามีกระบี่ ดาบ ทวน มีดสั้น และสารพัดอาวุธให้เลือกเรียนรู้มากเกินความจำเป็น
ไม่ต้องพูดถึงแต่ละสำนักที่มีลูกศิษย์ทั้งในอดีตและแตกหน่อออกมาในอนาคต มากจนแยกไม่ออกว่าใครเป็นของจริง มีแก่นแท้เหลืออยู่สักกี่เปอร์เซนต์ แล้วก็โต้เถียงกันเรื่องเดิมๆ ประโยคคำพูดเดิมๆจากรุ่นสู่รุ่น ปริมาณขยะเหล่านี้เหมือนกับกองขยะที่ทับถมกันมหาศาล ทำให้คนรุ่นต่อไปหาเพชรไม่เจอ เหมารวมว่าคำสอนของทุกครูบาอาจารย์เป็นเรื่องปรุงแต่ง เป็นขยะที่ไม่มีค่าอะไร เผาทิ้งเสียให้หมด ไม่ต้องนับถือศาสนาอะไรยังดีกว่า
อันดับต่อมากันคือเรื่อง "ความว่าง" ไม่ว่าจะอิงคำสอนฮวงโปหรืออาจารย์พุทธทาส ย่อมถูกความปรุงแต่งของภาษากับความปรุงแต่งของความคิดทั้งนั้น เป็นดาบสองคมที่ให้ผลร้ายมากกว่าผลดี เพราะความเข้าใจตื้นๆ รู้ด้วยปรีชาญาณ(intellect)อย่างที่เพื่อนสหธรรมิกพบเจอในโซเชี่ยล คนเหล่านี้ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายที่จะส่งต่อธรรมะไปยังลูกหลาน จุดยืนที่เราทำอยู่ต้องชัดเจนคือการสร้างจุดเชื่อมต่อแสงเทียนหรือไฟตะเกียงไว้
ประเด็นต่อมาคือ "โอปนยิโก" ดูตัวเองให้แจ่มแจ้งแล้วจะเห็นความจริง เพราะคนอื่นเขายึดถือตัวตนภายนอกจึงพอกเปลือกให้ตัวตนภายในว่าเป็นผู้คิด ผู้พูด ผู้กระทำ แต่เราเห็นทั้งตัวตนภายนอกและตัวตนภายในนั้นมันถูกรู้โดยเรา มันมีเหตุมีผลที่เรากับเขาสัมพันธ์กันทางกรรม สัญญาไม่ใช่ความจำของสมอง จิตของมนุษย์เชื่อมต่อกับสัญญาในอดีต แม้เราจะจำไม่ได้เช่นพ่อแม่หรือบรรพบุรุษเราทำกรรมอะไรไว้บ้าง แต่ข้อมูลทั้งหมดมันเชื่อมต่อกับจิตของทุกคน จิตของเราและเขาต่างก็มีกรรมในอดีตร่วมกัน
ดังนั้นเราหรือเขาคือด้านหนึ่งของเหรียญที่มีอายุขัยจากเกิดจนตาย แต่อีกด้านของเหรียญนั้นจิต(อมตะ)ในอดีตไม่มี จิตอุปมาเหมือนกระแสคลื่นความถี่ที่ไปเชื่อมต่อกรรม กรรมในอดีตเป็นอนัตตาโดยหลักอิทัปปัจจยตา ทำให้สิ่งทั้งหลายประกอบขึ้นมาเป็นเราในปัจจุบัน ทั้งตัวตนทางกายและตัวตนทางใจ เราก็คือพัดลมที่ประกอบขึ้นมาและหมุนได้เพราะมีกระแสไฟหรือจิตไปเชื่อมต่อกับแหล่งพลังงาน
การตอบคำถามในประเด็น "ตายแล้วเกิดกับตายแล้วสูญ" เป็นมิจฉาทิฏฐิเพราะติดในความเชื่อว่าจิตเป็นดวงวิญญาณเที่ยงแท้อย่างศาสนาอื่น เป็นปรัชญาจิตนิยมที่มีมาก่อนพุทธกาลและครอบงำชาวพุทธในปัจจุบันด้วย แต่การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเห็นความจริงด้วยญาณสัพพัญญู พระองค์พบว่าจิตไม่ใช่สิ่งที่เป็นตัวตนอย่างนั้น พูดให้คนยุคนี้เข้าใจง่ายๆว่า จิตไม่ได้ต่างกับสัญญาณโทรศัพท์หรือสัญญาณอินเตอร์เน็ต มันเชื่อมต่อเราจากด้านหนึ่งของเหรียญไปยังอีกด้านหนึ่งของเหรียญ(กรรมของเผ่าพันธุ์)
อันดับสุดท้ายคือ "การสลาย#กลุ่มวิจัยธรรม" เพื่อนสหธรรมิกทั้งเก่าและใหม่ ทั้งที่รู้จักกันเป็นการส่วนตัวและไม่เคยพบหน้ากัน ต่างมีวาสนาต่อกันที่ได้มาส่งเสริมกันและกันให้เดินบนเส้นทางแห่งมรรคผลนิพพาน ต่างมีปัจจัยในการดำเนินชีวิตไม่เหมือนกัน มีกรรมและวิบากเฉพาะบุคคล การแยกจากกันในเวลาที่เหมาะสมเป็นเรื่องที่ควรทำ การมีตัวตนเป็นที่รู้จักของใครนั้นไม่ยาก แต่การหายสาปสูญของตัวตนนั้นจะยากขึ้นตามกาลเวลา ทำสิ่งที่ควรทำทิ้งไว้แล้วไปโดยเร็ว ธรรมะจัดสรรทุกสิ่งได้ถูกที่ถูกเวลาเสมอ
แม้ไม่มีเราเกิดมาทำหน้าที่ใดเลย หน้าที่นี้ก็ยังมีผู้อื่นที่เกิดมาทำอยู่ดี
@DECEM1997
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น
สมัครสมาชิก ส่งความคิดเห็น [Atom]
<< หน้าแรก